ประวัติหลี่ซือเจิน

ประวัติหลี่ซือเจิน

Write By: admin
Published In: ประวัติหลี่ซือเจิน
Created Date: 2013-03-11
Hits: 967
Comment: 0

หลี่ซือเจิน เกิดเมื่อ ปี 1518 ในช่วงราชวงศ์หมิง ของจีน และเสียชีวิตใน ปี 1593 อายุ 74ปี

เกิดในตระกูลที่สืบทอดอาชีพหมอมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ตัวเขาเองตั้งใจจะเป็นหมอที่ดีต่อไป แต่ในสมัยนั้นอาชีพหมอตกต่ำและพวกข้าราชการก็มักมารังแกอยู่เสมอ ทำให้พ่อของหลี่ซือเจินให้ลูกไปสอบเป็นข้าราชการเผื่อความเป็นอยู่จะดีขึ้น หลี่ซือเจินแม้จะชอบทางด้านรักษาคนแต่ไม่กล้าขัดใจพ่อ จึงเดินทางไปสอบเข้ารับราชการ อายุ18 สอบได้ซิ่วไฉ (การสอบในระบบเคอจวี่ 科举 ที่หลี่ซือเจินสอบเป็นระดับเยวี่ยนซื่อ (院试) ซึ่งต่ำสุดผู้สอบผ่านจะได้รับราชการในระดับอำเภอ ลำดับต่อมาเป็นการสอบในระดับมณฑล เรียกว่า เซียงซื่อ (乡试) หากสอบผ่านระดับนี้ได้จะได้เป็น จวี่เหริน 举人ซึ่งมีสิทธ์สอบในระดับสามซึ่งเป็นการสอบหน้าพระที่นั่งเรียกว่า เตี้ยนซื่อ (殿试) คนที่สอบได้ระดับนี้จะเรียกว่า จิ้นสือ(进士) ซึ่งมีตำแหน่งคนที่สอบได้ที่ 1 เรียกว่าจ้วงหยวน(状元 จอหงวน) ที่ 2 เรียกว่า ปั้งเหยี่ยน(榜眼)และที่3 เรียกว่า ทั่นฮวา(探花) จากนั้นก็ไปสอบระดับจวี่เหรินอีกถึงสามครั้ง แต่สอบไม่ผ่าน

หลี่ซือเจินจึงขอพ่อว่าอยากเป็นหมอ คราวนี้พ่อขัดใจลูกไม่ได้บ้าง จึงยอมหลี่ซือเจิน ค้นคว้าวิจัยอยู่หลายสิบปี พออายุ 30 กว่าปีก็กลายเป็นหมอชื่อดังแห่งยุค เขารักษาเชื้อพระวงศ์จนหาย ได้รับราชการในวังและศึกษาตำราทางการแพทย์โบราณที่หายากและเก็บไว้แต่ในวังมากมายจนทำให้เพิ่มพูนความรู้อย่างกว้างขวาง แต่รับราชการได้ไม่ถึงปีก็ลาออกกลับบ้านเกิด

หลี่ซือเจินใช้ความรู้ที่มีเขียนตำรายาสมุนไพรเปิ่นเฉากังมู่แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1578 เขียนด้วยจำนวนคำล้านเก้าแสนกว่าคำ แบ่งเป็น 16 เล่ม 62 ชนิด 50 บท รวมสมุนไพรไว้ถึง 1892 ชนิด เพิ่มจากเดิมถึง 374 ชนิด บันทึกตำหรับยาไว้ถึง 11096 อย่าง มากกว่าที่ก่อน ๆ บันทึกไว้ถึงสี่เท่า ทั้งยังวาดภาพประกอบอย่างละเอียดเกี่ยวกับสมุนไพรต่าง ๆ อย่างชัดเจน ถึง 1160 ภาพ เปิ่นเฉากังมู่รวมความรู้ทางด้านยาสมุนไพรของจีนโบราณกว่า 2000 ปีไว้ ทั้งยังเพิ่มความรู้ใหม่ ๆ ลงไปและขจัดข้อสงสัยและความเข้าใจผิดที่มีมาแต่เดิมให้ถูกต้องชัดเจนขึ้น ตำรายาอันโด่งดังด้วยความรู้อันล้ำค่านี้แปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษาเช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และเกาหลี นับเป็นแหล่งความรู้จากตะวันออกอันหาค่ามิได้

Leave A Comment